กำลังโหลดข้อมูล กรุณารอสักครู่ ...
สำนักงานศึกษาธิการจังหวัดขอนแก่น ศธจ.ขอนแก่น Singhan CMS version 2.0  ปฎิทินกิจกรรม     facebook  Gmail     หน้าแรก
 
คลังความรู้
   ขับเคลื่อนการศึกษาไทยอย่างไร จึงถูกใจประชาชน
   สำรวจการอ่านคนไทยยุคดิจิทัล
   Play & Learn เรียนๆ แบบ เล่นๆ
   เดินหน้าปฏิรูปหลักสูตร’59 คลื่นลูกแรกที่เกิดจากนโยบาย ลดเวลาเรียนเพิ่มเวลารู้
   หน่วยงานที่เกี่ยวข้องภายในสังกัด
   ความรู้เรื่องโรคพยาธิใบไม้ตับและมะเร็งท่อน้ำดี
   หน่วยจัดประสบการณ์ อ.1-2
   หน่วยการเรียนรู้ชั้น ป.1-3
   หน่วยการเรียนรู้ชั้น ป.4-6
   หน่วยการเรียนรู้ชั้น ม.1-3
 
เอกสาร คู่มือ ประกอบการอบรม
    กระทรวงศึกษาธิการ และกลุ่มเซ็นทรัล เปิดตัวแอพพลิเคชั่น The 1 Book e-Library : ห้องสมุดอิเล็กทรอนิกส์เพื่อเด็กและเยาวชน
    รายงานงบทดลองหน่วยเบิกจ่ายรายเดือน
    มิถุนายน
    กรกฏาคม
    สิงหาคม
    กันยายน
    งบทดลองปีงบประมาณ 2561(ตุลาคม)
    ธันวาคม
    ประกาศแผนการจัดซื้อจัดจ้าง เช่ารถ(รถตู้)
    รายงานผลการประชุม กศจ.
    มกราคม 2561
    กุมภาพันธ์ 2561
    มีนาคม 2561
    เมษายน 2561
 
ลิ้งแนะนำ
   กรมประชาสัมพันธ์
   ครูบ้านนอก
   ครูไทย ดอทอินโฟ
   ครูวันดี ดอทคอม
   website สำนักงานศึกษาธิการจังหวัดขอนแก่น(ใหม่)
 
Breaking News

คําสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ที่ 11/2559 เรื่อง การบริหารราชการของกระทรวงศึกษาธิการในภูมิภาค [Download]


 
 
Statistic & Counter

ขณะนี้ออนไลน์: 1 คน

สถิติวันนี้:      1 คน

สถิติเดือนนี้:   18 คน

สถิติปีนี้:        137 คน

สถิติทั้งหมด: 53333 คน

 

เรื่อง : รัชกร วิจิตรชาญ
          "เปิดไปหน้า 25 วันนี้เราจะเรียนเรื่องสิทธิและเสรีภาพ" เป็น คำแนะนำแกมคำสั่งกลายๆ ของคุณครูวิชาสังคมศึกษา ที่มักจะได้ยินเสียงถอนหายใจก่อนเสียงพลิกกระดาน ซึ่งเด็กน้อย คงตั้งคำถามในใจว่า "เรียนแล้วได้อะไร?" "กว่าจะโต ก็ลืมแล้ว" หรือ "จะรู้ไปทำไม ในเมื่อ มันเป็นเรื่องของผู้ใหญ่"
          หากตำราเรียนทำหน้าที่แค่ "ให้ความรู้" แต่ไม่ได้ให้ "ความเข้าใจ" เรื่องเหล่านี้ก็ดูน่าเบื่อหน่ายและไกลตัว แต่ถ้าลองเอาตำราเรียนมาปั่นรวมกับเกม ให้เป็น 'การเรียนรู้แบบเล่นๆ' แค่ฟังก็น่าสนุก แถมยังได้โลกใหม่ที่ทำให้เข้าใจว่า เรื่องประชาธิปไตยหรือเรื่องสิทธิเสรีภาพอยู่ใกล้แค่ปลายจมูก โดยไม่ต้องพลิกตำราเรียน เพียงแค่ทอยลูกเต๋า เปิดการ์ด และเดินหมาก
          Sim Democracy เมืองจำลองประชาธิปไตย
          พอได้ยินคำว่า 'Sim' เราจะนึกถึงเกมจำลองชีวิตยอดฮิตอย่าง 'The sim' ซึ่งไม่ต่างจากเกม Sim Democracy เพียงแต่ย่นย่อโลกโดยเน้นหนักไปในเรื่องการปกครองระบบประชาธิปไตยในรูปแบบ เกมกระดานหกเหลี่ยม ซึ่งผู้เล่นต้องแก้ไขปัญหาภายในประเทศ โดยมีผู้เล่นทั้งหมด 4 ทีม ทีมละ 1-3 คน เลือกทีมผู้นำ 1 ทีมโดยการเลือกตั้ง เพื่อค่อยบริหารประเทศและช่วยเหลือทีมอื่นให้สามารถพึ่งพาตนเองได้ ผ่านการจัดสรรงบประมาณประจำปี มีการเปลี่ยนผู้นำบริหารเสมือนโลกจริง ซึ่งระหว่างเล่นเกม จะได้เห็นบรรยากาศการอภิปราย หาเสียงย่อมๆ เพื่อตอนลงคะแนนเสียงเลือกตั้ง ทีมของตนอาจจะได้เป็น 'ท่านนายก' บริหารประเทศกระดานคนต่อไป
          พิมพ์รภัช ดุษฎีอิสริยกุล หนึ่งในทีม ผู้คิดค้นและพัฒนาเกม Sim Democracy และเกมการ์ดพลังสิทธิ์ จากมูลนิธิฟรีดริช เนามัน (Friedrich Naumann Foundation) พูดถึงบรรยากาศการตัดสินใจอย่างเด็ดเดี่ยวที่มาจากความคิดของนักเรียนกลุ่ม หนึ่ง ซึ่งกำลังเล่นเกมกระดานเมืองจำลองอยู่ว่า "เคยไปเล่นที่สมุทรสาครมาครั้งหนึ่ง เราเดินไปดู สุดท้ายเด็กไล่นายกออก เพราะถ้านายกไม่ตัดสินใจ ไม่แก้ไขปัญหา ไม่มีเงินมาบริหาร เอาเสียงข้างมากไล่ออก แล้วเลือกตั้งใหม่ น้องมัธยมเองนะ แต่เขาเข้าใจ เขามีสิทธิ์ที่จะไล่ออกได้ พอไล่ออกเขารู้ว่าต้องทำกระบวนการไหนต่อ น้องๆ มักเรียกว่า ยุบสภา"
          ต่อให้เรียนจบปริญญาตรี ก็ไม่สายเกินกว่าจะเรียนรู้เรื่องประชาธิปไตยผ่านเกมกระดาน อย่าง อรรถชัย ณ บางช้าง ซึ่งยอมรับว่า เกม Sim Democracy เป็นเกมที่ค่อนข้างซับซ้อนเล่นยาก แต่เมื่อเล่นไปได้ 2-3 ตา ก็เกิดความสนุก เริ่มมีเสียงแซว หยอกล้อ เหมือนเกมกระดานทั่วๆ ไป นอกจากความสนุก และเสียงหัวเราะ ยังมีการเรียนรู้ที่ทำให้ 'ฉุกคิด' ค่อยสะกิดใจตลอดการเล่นเกม
          "ถ้าตอนเป็นประชาชนได้เรียนรู้ว่า เราเป็นประชาชน เราไม่จำเป็นต้องรอรัฐบาล มาช่วยตลอดไป บางทีเรามีเรี่ยวมีแรงเราก็ ทำเอง ในเกมเราก็สร้างถนนด้วยเงินออม ของตัวเองได้ พอเป็นนายกก็ได้เรื่องของ การคิดวิเคราะห์ การคาดคะเน การทำงาน ล่วงหน้า การวางแผน มันได้อีกอย่างหนึ่งคือการรับฟังความคิดเห็นของเพื่อนร่วมทีม แล้วก็รับฟังความคิดเห็นของคนนอกทีมด้วย เพราะบางทีเขาก็ช่วยกันแนะนำ เราก็เอาคำแนะนำนั้นมาตัดสินใจว่าใช้ได้ไหม"
          การ์ดพลังสิทธิ์
          เกมการ์ดที่เรียนรู้สิทธิและเสรีภาพ ของตัวเองและผู้อื่น โดยการแบ่งผู้เล่น 4-5 ทีมแต่ละทีมไม่เกิน 2-3 คน วางการ์ดสถานการณ์สีแดง ซึ่งแสดงตัวอย่างการละเมิดสิทธิ์ของ ผู้อื่นที่สามารถพบเห็นได้ในชีวิตประจำวัน เช่น การลอกการบ้านเพื่อน การเลือกปฏิบัติกับเพื่อนต่างศาสนา การโพสท์ข้อความใส่ร้าย ผู้อื่น ซึ่งแต่ละใบ มีคะแนน สามารถเอาชนะ ด้วยการ์ดแก้ไขปัญหาที่มีคะแนนต่างกันไป รวมให้มากกว่าหรือเท่ากับการ์ดสถานการณ์ปัญหา จึงจะเก็บการ์ดใบนั้นเป็นคะแนนได้ เป็นเกมการเปิดการ์ดที่ไม่มีใบ 'รู้เท่าไม่ถึงการณ์' เพราะทุกคนต้องใช้เหตุผลอธิบายการ์ดแก้ไขปัญหาที่ตนเลือกมาใช้ในการแก้ไข สถานการณ์ ว่าจะช่วยแก้ไขหรือบรรเทาสถานการณ์นั้นอย่างไรและต้องมีความสมเหตุสมผลจน ได้รับการยอมรับจากเพื่อนๆ ถึงจะเอาชนะการ์ดปัญหาได้ ทีมใดสามารถแก้ไขปัญหาและสะสมคะแนนได้มากที่สุดคือผู้ชนะ
          "เกมนี้จะสอนเรื่องหลักสิทธิมนุษยชน สากล พยายามที่จะให้น้องเห็นเรื่องสิทธิ ว่าได้มาจากไหนบ้าง แล้วเขาจะต้องรู้จักการเคารพตัวเอง เคารพคนอื่นและจะต้องไม่ละเมิดหรือเลือกปฏิบัติกับคน ถ้าถอดบทเรียน แล้วเรามักจะได้ยินเสมอคือการปกป้องสิทธิ์ตัวเอง เคารพคนอื่นและไม่เลือกปฏิบัติ" พิมพ์รภัชกล่าว
          เกมการ์ดพลังสิทธิ์ได้ถูกนำมาเล่นในค่าย 'เรียนรู้สิทธิ รู้หน้าที่.คนต้นเรื่องทำดีเพื่อสังคม' โครงการพลังเด็กและเยาวชนเพื่อการเรียนรู้ ภูมิสังคมภาคตะวันตก ปีที่ 2 ที่นำน้องๆ เยาวชน จาก 4 จังหวัดได้แก่ สมุทรสงคราม กาญจนบุรี เพชรบุรี และราชบุรี มาเข้าค่ายการเรียนรู้ เพื่อนำไปใช้ในโครงการพัฒนาชุมชนของตนเอง ซึ่งการเข้าค่ายนี้เป็นช่วง 'นับ 3' หรือการคิดตาม ผลครั้งที่ 3 ของโครงการนี้
          น้องๆ ชั้นป.5 จากโรงเรียนเมืองสมุทรสงครามและโรงเรียนวิริยะพูดถึงความรู้สึกและการ เปลี่ยนแปลงที่ได้จากเกมนี้ว่า "เกมการ์ดพลังสิทธิ์ เราได้รู้ว่าการช่วยเหลือ แม้แต่เหตุการณ์เล็กๆ เราจะเลือกเหตุผลและการช่วยเหลืออย่างไรให้ถูกกับสถานการณ์" นอกจากเรียนรู้เรื่องสิทธิ ยังได้เปิดโอกาสให้เด็กๆ ที่ไม่กล้าแสดงออก ได้เริ่มกล้าแสดงความคิดเห็น พูดคุย ถกเถียงปัญหาและรับฟัง ความคิดเห็นผู้อื่นมากขึ้น
          เล่นๆ ก็รู้ได้
          พิมพ์รภัช ดุษฎีอิสริยกุล อธิบายว่า การใช้สื่อการเรียนรู้ผ่านเกมนั้น เป็นการจำลองชีวิตจริงลงบนเกม ซึ่งเกมเป็นตัวกลางในการพูดคุย ถกเถียงและเกิดปฏิสัมพันธ์ระหว่างคนด้วยกัน ซึ่งก่อนหน้านี้เคยมีการพัฒนาเกมออกมาในรูปแบบออนไลน์ แต่ก็ไม่สนุกเหมือนตอนเห็นหน้า ไม่ได้พูดคุยกันหรือถกปัญหากัน เหมือนอย่างเกมกระดาน ในการคิดค้นและพัฒนาเกมเกี่ยวกับการเรียนรู้ ต้องคำนึงว่าต้องการสื่อสารอะไร สื่อสารกับใคร เช่น สอนเรื่องประชาธิปไตยต้องการสื่อสารให้เป็นเรื่องใกล้ตัว เข้าใจง่าย กลุ่มเป้าหมายแรก คือ ผู้ที่กำลังจะเข้าสู่สนามการเลือกตั้ง อย่างเด็กมัธยมปลาย เพื่อให้รู้และเข้าใจว่า หากใช้สิทธิเลือกตั้งจะส่งผลอย่างไรกับตนเองและประเทศชาติ
          "ดูแล้วสื่อการเรียนการสอนของน้อง ในประเด็นแบบนี้ เป็นประเด็นที่เป็นนามธรรม ประชาธิปไตยยังไง? สิทธิมนุษยชนยังไง? หลักนิติธรรมยังไง? ถ้าไม่มีสื่อการเรียนรู้ที่ ให้เขาหาประสบการณ์จริงได้เอง เข้าจะไม่มี ทางเรียนรู้ได้แบบ 'เอาใจเขาไปรู้' เขาก็จะอ่านเอาหรือฟังเอา แต่ถ้าหากได้มีประสบการณ์จริง ที่ได้จากการเล่น เขาก็จะไม่ลืมแล้วก็จะเข้าใจมัน เรียนรู้มันด้วยใจ ไม่ใช่จากตัวหนังสือ"
          ด้าน เดชรัต สุขกำเนิด อาจารย์ภาควิชาเศรษฐศาสตร์เกษตรและทรัพยากร คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ แบ่งข้อดีของการเรียนโดยใช้เกมเป็นสื่อไว้ 3 ข้อหลัก คือ
          "ข้อแรกเรียกว่า 'เอาความสนุกมาปลุกการเรียนรู้' เด็กยุคใหม่มีพลังการเรียนรู้เยอะ แต่ว่าจะเรียนรู้ก็ต่อเมื่อสิ่งนั้นเป็นสิ่งที่น่าสนใจ เพราะฉะนั้นการทำเกมเพื่อใช้เป็นเครื่องมือเพื่อทำให้น่าสนใจ และเพื่อปลุกการเรียนรู้ของเยาวชน
          "ข้อสอง เราพบว่าหลายเรื่อง 'ความรู้กับความรู้สึกมันต้องไปคู่กัน' ความรู้สึกในที่นี้ ผมหมายถึงการให้คุณค่าหรือการให้ความสำคัญ กับเรื่องนั้น ก่อนจะเข้าเรื่องประชาธิปไตย ผมอาจจะยกเรื่องความร่วมมือเป็นตัวอย่าง เราจะสอนให้นักเรียนแยกแยะระหว่างการ ร่วมมือกับไม่ร่วมมือ หรือการเอาเปรียบหรือการช่วยเหลือกัน ถ้าสอนโดยปราศจากความรู้สึกมันก็จะเป็นความรู้ที่แกนๆ แต่เขา ไม่เคยจำจากประสบการณ์ของเขาเพราะฉะนั้น เราเลยใช้เกมขึ้นมา เพื่อที่จะทำให้เขาได้ผ่าน ประสบการณ์ของการร่วมมือหรือไม่ร่วมมือกัน เอาเปรียบหรือช่วยเหลือกันแล้วมันก็จะทำให้เขาเข้าใจว่า อ้อ.สิ่งเหล่านี้มันมีความสำคัญอย่างไร"
          เพราะฉะนั้น มันจึงไม่ใช่แค่ความรู้อย่างเดียว แต่เขาจะต้องแสวงหาวิถีทางในการที่จะทำให้ผู้ที่มีผลประโยชน์ต่างกันในเกม สามารถมาร่วมมือกันได้ เพราะฉะนั้นเราไม่สามารถเรียนได้ผ่านตัวหนังสือ ผ่านการฟังอย่างเดียว เราใช้เกณฑ์เป็นการจำลองบทบาทของคน เป็นการจำลองความนึกคิดของคน แล้วก็จำลองการหาทางออกของคน จะหาทางแก้กันอย่างไร อย่างนี้เกมมันจะช่วยตอบได้
          "ข้อสาม ข้อสุดท้ายที่มีความสำคัญมากในการเรียนรู้ก็คือ 'เกม อนุญาตให้คนที่เล่น สามารถทำผิดพลาดได้' แล้วก็ไม่ลืมว่า การผิดพลาดเป็นบริบทสำคัญ เป็นองค์ประกอบสำคัญของการเรียนรู้"
          เดชรัต สรุปความเกี่ยวกับกระบวนการเรียนรู้ของเด็กกับหนังสือไว้ว่า "ในระบบการเรียนรู้ การสอนของบ้านเรา จะพยายามไม่ให้เกิดการผิดพลาด หมายถึงเด็กก็ตอบให้ถูก ถ้าตอบไม่ถูกก็ไม่ได้คะแนน แต่ที่ตอบไม่ถูก มันนำไปสู่ความผิดพลาดอย่างไร ที่มันเป็น ความผิดพลาดที่แท้จริงหรือมันใกล้เคียงกับความแท้จริง เราไม่เคยสามารถแสดงหรือสาธิตให้มันเห็นได้ เกมเป็นตัวสะท้อนที่สามารถแสดงให้เห็นได้ว่า ถ้าเราไม่รับฟังเสียงของคนอื่น ผลลัพธ์มันเป็นอย่างไร อาจจะเป็นเสียงเล็กเสียงน้อย แต่คุณค่า มันมีความหมายอย่างไร ถ้าเราตัดสินใจไปแบบหนึ่ง ผลลัพธ์มันเกิดขึ้น อย่างไร"
          เกมเป็นเพียงส่วนหนึ่งที่ช่วยให้การ เรียนรู้มีความน่าสนใจมากขึ้น เป็นการเรียนรู้โลกจำลองผ่านความรู้ ความผิดพลาดและ การเริ่มต้นใหม่ โดยมีข้อแม้ว่า ผู้เล่นต้อง 'สนุก' และสามารถแยกแยะหรือนำข้อผิดพลาดที่ได้จากเกม กลับไปปรับใช้ในชีวิตประจำวันได้
          "เกมเป็นการเรียนรู้ผ่านความผิดพลาดที่มีต้นทุนน้อยสุด เพราะหลายเรื่องถ้ามันไปผิดพลาดในชีวิตจริง มันก็อาจจะกระทบต่อการดำเนินชีวิตของเราหรือของคนอื่นได้ ผมคิดว่าเกมกับการเรียนรู้เรื่องประชาธิปไตยเป็นเรื่องที่สัมพันธ์กันมากใน 3 ลักษณะนี้ นั่นคือการปลุกความน่าสนใจ การทำให้ความรู้ กับความรู้สึกมันไปควบคู่กันจะได้เห็นถึง ความสำคัญของประชาธิปไตยจากข้างใน มันช่วยเปิดโอกาสให้เด็กมีโอกาสเรียนรู้ จากความผิดพลาด โดยที่มีต้นทุนน้อยที่สุด" เดชรัต กล่าวในตอนท้าย
          "โฉมหน้าชั่วโมงเรียนยุคใหม่ที่มีชีวิตและเปิดโอกาสให้เยาวชนเรียนรู้ผ่านความผิดพลาดด้วยต้นทุนที่น้อยที่สุด"

          ที่มา: หนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ

 
 
 
 
  ที่มา:  คลิกที่นี่  
ผู้บริหาร
ผอ.ศธจ.ขอนแก่น
รอง ผอ.ศธจ.ขอนแก่น
 
Access มุมสมาชิก
กรอกข้อมูลผู้ใช้งานเพื่อเข้าสู่ระบบ
User
Password
ประเภท
 
 
กิจกรรมเด่น

ลดเวลาเรียน เพิ่มเวลารู้
 
สายด่วนกระทรวงศึกษาธิการ